ระบบ IoT ส่วนใหญ่ที่ล้มเหลวไม่ได้ล้มเพราะเซ็นเซอร์ไม่ดี แต่ล้มเพราะออกแบบโดยสมมติว่าอินเทอร์เน็ตไม่มีวันหลุด — พอเน็ตหาย ข้อมูลหายทั้งช่วง หรือระบบรดน้ำค้างเปิดทิ้งไว้ทั้งคืน
เราออกแบบให้อุปกรณ์ตัดสินใจเองได้ในระดับหนึ่ง เก็บข้อมูลไว้ในเครื่องตอนเน็ตหลุด แล้วส่งย้อนหลังเมื่อกลับมา และมี fail-safe ที่ปิดอุปกรณ์อัตโนมัติเมื่อขาดการติดต่อ
ระบบ IoT ที่เราทำ
งานที่เข้ามาบ่อยที่สุดคือสี่กลุ่มนี้:
Smart Farm
วัดความชื้นดิน อุณหภูมิ ความชื้นอากาศ สั่งรดน้ำอัตโนมัติตามเงื่อนไข และแจ้งเตือนผ่าน LINE เมื่อค่าผิดปกติ
Smart Factory
ติดตามสถานะเครื่องจักร นับจำนวนผลิต วัดการใช้ไฟ และแจ้งเตือนก่อนเครื่องเสียจากค่าการสั่นที่ผิดปกติ
Cold Chain / ห้องเย็น
เฝ้าอุณหภูมิตลอด 24 ชั่วโมง บันทึกย้อนหลังเพื่อใช้เป็นหลักฐานตามมาตรฐาน และแจ้งเตือนทันทีเมื่อเกินเกณฑ์
Energy Monitoring
วัดการใช้ไฟรายเครื่องหรือรายโซน หาจุดที่กินไฟผิดปกติ และคำนวณค่าไฟแยกตามหน่วยงาน
ต้นทุนอุปกรณ์จริง
ราคาต่อจุดวัดขึ้นกับเซ็นเซอร์และการเชื่อมต่อ นี่คือช่วงราคาที่เราใช้จริง:
| รายการ | ราคาต่อหน่วย | หมายเหตุ |
|---|---|---|
| ESP32 + เคสกันน้ำ | ฿600–1,200 | ตัวควบคุมหลักต่อจุด |
| เซ็นเซอร์ความชื้นดิน | ฿250–800 | แบบ capacitive ทนกว่า |
| เซ็นเซอร์อุณหภูมิ/ความชื้น | ฿150–600 | SHT31 แม่นกว่า DHT22 |
| โซลาร์ + แบตเตอรี่ | ฿1,500–3,500 | สำหรับจุดที่ไม่มีไฟ |
| Gateway / LoRa | ฿3,000–8,000 | ครอบคลุมหลายจุดในรัศมี 2–5 กม. |
ค่าพัฒนาซอฟต์แวร์และ dashboard เริ่มที่ ฿50,000–150,000 ขึ้นกับความซับซ้อนของเงื่อนไขการควบคุมและรายงาน ส่วนค่าเซิร์ฟเวอร์อยู่ที่ ฿500–2,000 ต่อเดือน
สถาปัตยกรรมที่เราใช้
โครงสร้างมาตรฐานของเราออกแบบมาให้ทนต่อเน็ตหลุดและขยายจำนวนจุดได้โดยไม่ต้องรื้อ:
- • ESP32 ที่ edge — อ่านเซ็นเซอร์ ตัดสินใจเบื้องต้นเอง และเก็บข้อมูลลง flash ตอนส่งไม่ได้
- • MQTT broker — รับส่งข้อมูลแบบ pub/sub รองรับอุปกรณ์หลักร้อยตัวบนเซิร์ฟเวอร์เดียว
- • Time-series database — เก็บข้อมูลย้อนหลังแบบบีบอัด ค้นช่วงเวลาได้เร็วแม้ข้อมูลหลายปี
- • Dashboard เรียลไทม์ — ดูค่าปัจจุบันและกราฟย้อนหลังบนมือถือได้ทันที
- • แจ้งเตือนผ่าน LINE — ส่งเข้ากลุ่มหรือรายบุคคล พร้อมตั้งเงื่อนไขและช่วงเวลาที่ไม่ต้องการรบกวน
คำถามที่พบบ่อย
ทำระบบ IoT ราคาเท่าไร?
ค่าซอฟต์แวร์และ dashboard เริ่มที่ ฿50,000–150,000 ส่วนค่าอุปกรณ์ต่อจุดวัดอยู่ที่ ฿1,000–2,500 ถ้าใช้ไฟบ้าน หรือ ฿2,500–5,000 ถ้าต้องใช้โซลาร์ ระบบขนาด 10 จุดโดยรวมมักอยู่ที่ ฿80,000–200,000
ถ้าอินเทอร์เน็ตหลุดระบบจะเป็นยังไง?
อุปกรณ์ยังทำงานต่อได้ เพราะเราเขียนเงื่อนไขควบคุมไว้ในตัว ESP32 เอง ข้อมูลช่วงที่เน็ตหลุดถูกเก็บไว้ในเครื่องแล้วส่งย้อนหลังเมื่อกลับมา และมี fail-safe ปิดปั๊มหรืออุปกรณ์อัตโนมัติถ้าขาดการติดต่อนานเกินกำหนด
ESP32 กับ Raspberry Pi เลือกอันไหน?
ESP32 เหมาะกับจุดวัดที่อ่านเซ็นเซอร์และสั่งงานง่าย ๆ เพราะกินไฟน้อยมาก ใช้โซลาร์ได้สบาย ส่วน Raspberry Pi ใช้เมื่อต้องประมวลผลหนัก เช่น กล้องหรือ AI ที่ edge ระบบส่วนใหญ่ใช้ ESP32 หลายตัวคุ้มกว่า Pi ตัวเดียว
เซ็นเซอร์ใช้งานได้นานแค่ไหน?
เซ็นเซอร์อุณหภูมิและความชื้นอากาศอยู่ได้ 3–5 ปี ส่วนเซ็นเซอร์ความชื้นดินแบบ capacitive อยู่ได้ 1–2 ปีขึ้นกับสภาพดินและความเค็ม เราออกแบบให้ถอดเปลี่ยนเองได้โดยไม่ต้องเรียกช่าง
ครอบคลุมพื้นที่ได้กว้างแค่ไหน?
ถ้าใช้ WiFi ครอบคลุมประมาณ 50–100 เมตรต่อจุดกระจาย ถ้าใช้ LoRa ครอบคลุมได้ 2–5 กิโลเมตรในพื้นที่โล่ง เหมาะกับฟาร์มขนาดใหญ่ที่ลากสายไม่ไหว
ดูข้อมูลย้อนหลังได้ไหม?
ได้ครับ เราเก็บข้อมูลทุกค่าที่วัดไว้ใน time-series database ดูย้อนหลังเป็นวัน เดือน หรือปีได้ ส่งออกเป็น Excel ได้ และใช้เป็นหลักฐานตามมาตรฐาน GMP หรือ HACCP ได้
อ่านเพิ่มเติม
บริการอื่นของเรา
รับทำเว็บไซต์
เว็บที่โหลดเร็ว ค้นเจอใน Google และแก้เนื้อหาเองได้ — ไม่ใช่แค่สวยตอนส่งมอบ
พัฒนา Web / Mobile App
ระบบที่ออกแบบตามกระบวนการทำงานจริงของคุณ ไม่ใช่ template ที่ต้องดัดธุรกิจให้เข้ากับซอฟต์แวร์
พัฒนา AI และ Chatbot
AI ที่ตอบจากข้อมูลจริงของคุณ ไม่ใช่แชทบอทที่มั่วคำตอบแล้วลูกค้าโกรธ